มาทำความรู้จักกับร่องรอยดิจิทัล (Digital footprint)ว่าคืออะไร

ร่องรอยดิจิทัล

หากมีใครสักคนอยากรู้ข้อมูลเกี่ยวกับเรา แค่เสิร์ชชื่อนามสกุลก็จะพบกับข้อมูลส่วนตัว รูปภาพ ประวัติการทำงานเช่น ชื่อ และข้อมูลส่วนตัว วันเดินปีเกิด ตำแหน่งงาน ผลงาน ข้อมูลการศึกษา ประวัติส่วนตัว ของผู้ใช้งานทันทีไม่ว่าจะเป็นทางโซเชียลมีเดีย เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ อินสตาแกรม คราวนี้ก็จะได้รู้ทั้งความคิดความอ่าน เรื่องที่ชอบ งานอดิเรก สถานที่ที่ชอบไป เพราะเรื่องเหล่านี้ถูกบันทึกผ่านการโพสต์ คอมเมนต์ แชร์ในโลกออนไลน์

เมื่อย้อนกลับไปดูเมื่อไหร่ก็ได้ ไม่มีวันหมดอายุสิ่งเหล่านี้ประทับในโลกอินเตอร์แน่นเหมือนเป็นรอยเท้า เราจึงเรียกว่า “Digital Footprint

          สรุปแล้ว ร่องรอยดิจิทัล คือ ร่องรอยที่ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตและโลกไซเบอร์กระทำการต่าง ๆ  ในโลกดิจิทัลโดยระบบต่าง ๆ  ของอินเทอร์เน็ตจะบันทึกข้อมูลของเราเอาไว้นั่นเอง

          ซึ่ง “ร่องรอยดิจิทัล” มีประโยชน์ ที่จะช่วยใช้ผู้ใช้สะดวกและประหยัดเวลามากขึ้นเวลาเรากรอกข้อมูลส่วนตัวลงในช่องว่างของหน้าเว็บไซต์ จึงเหมือนสมุดบันทึกที่สะท้อนให้เห็นถึงกิจกรรมออนไลน์ของผู้ใช้งานร่องรอยดิจิทัล มี 2 ประเภทคือ

  1. ร่องรอยดิจิทัล ที่ผู้ใช้เจตนาบันทึก (Active Digital Footprints) ร่องรอยดิจิทัล ของผู้ใช้งานที่เจตนาบันทึกไว้ในโลกออนไลน์ สิ่งที่เราพูดหรือโพสต์ รูปที่เราเคยลง สิ่งที่เรากดไลก์ รีทวิต หรือแชร์ ที่ตั้งสถานที่ที่เราอยู่หรือเคยไป
  2. ร่องรอยดิจิทัล ที่ผู้ใช้ไม่เจตนาบันทึก (Passive Digital Footprintsข้อมูลแบบที่ไม่ได้ตั้งใจหรือไม่ได้รู้ตัว เช่น IP Address หรือ Search History ต่าง ๆ ที่เราถูกจัดเก็บเอาไว้ สิ่งที่เราเคยคลิกเข้าไป การซื้อสินค้าออนไลน์ของเรา

          เราในฐานะผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ต ทั้งการใช้ติดต่อสื่อสารในสื่อสังคมออนไลน์ การทำธุรกรรมทางการเงิน เช่นข้อมูลบัตรเครดิต ระบบอินเทอร์เน็ตแบงก์กิ้ง การใช้งาน WIFI ฟรีในที่สาธารณะ เราสามารถปกป้องข้อมูลส่วนตัวเราได้อย่างไร สถาบันสื่อเด็กและเยาวชน (2561)  ได้แนะนำผู้ใช้งานอินเทอร์เน็ตและสื่อสังคมออนไลน์ว่าควรให้ความสำคัญต่อร่องรอยดิจิทัล ด้วยเหตุผลต่อไปนี้

1. เพื่อปกป้องชื่อเสียงของผู้ใช้งาน ร่องรอยดิจิทัล สามารถสะท้อนทั้งแง่บวกและแง่ลบของผู้ใช้งาน ร่องรอยดิจิทัล ที่ไม่ดีคือเรื่องราวของเราบนอินเทอร์เน็ตที่เราไม่อยากให้ใครได้มาพบการมีร่องรอยดิจิทัล ในแง่ลบอาจส่งผลต่อการสมัครเข้ามหาวิทยาลัย หรือเข้าทำงานในบริษัทได้ ผู้ใช้ควรเตือนตัวเองอยู่เสมอว่าต้องปกป้องชื่อเสียงตนเอง สิ่งที่โพสต์หรือแชร์ลงไปในโลกออนไลน์มีทั้งแง่บวกและแง่ลบ อาจส่งผลกระทบต่อการสมัครงาน หรือการศึกษาของผู้ใช้งานได้

2.เพื่อช่วยตัดสินใจว่าควรจะจัดการข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานอย่างไร การเปิดเผยข้อมูลส่วนตัวของผู้ใช้งานสามารถจำกัดขอบเขตได้ว่าใครควรจะได้เห็นบ้าง หรือใครควรจะไม่ได้เห็น เช่น ภาพถ่าย เบอร์โทรศัพท์ รายชื่อผู้ติดต่อ ผู้ใช้งานควรระมัดระวังหากข้อมูลส่วนตัวนี้รั่วไหลไปยังบุคคลที่สาม การจำกัดข้อมูลส่วนตัวที่จะเปิดเผย เช่น ประวัติการทำงาน ตำแหน่ง เบอร์โทรศัพท์ ที่อยู่อาศัย สถานที่ทำงาน เพื่อช่วยป้องกันการสวมรอยบัญชีสังคมออนไลน์จากผู้ไม่หวังดีได้

3. เพื่อปกป้องการสูญเสียทรัพย์สิน การขโมยข้อมูลทางดิจิทัล เป็นอีกช่องทางหนึ่งที่เหล่ามิจฉาชีพใช้ในการหลอกลวงและทำให้เหยื่อสูญเสียเงินเป็นอันมาก การโพสต์ภาพของมีค่าลงสื่อสังคมออนไลน์ อาจมีมิจฉาชีพเข้ามาหลอกลวง ทำให้เกิดการสูญเสียทรัพย์สิน ตกเป็นเหยื่ออาชญากรรมทางสื่อออนไลน์ได้ในที่สุด

4.เพื่อรักษาอิสรภาพและความเป็นส่วนตัวไม่ควรแชร์ตำแหน่งที่ตั้ง หรือกดรับข้อมูลจากการส่งอีเมล แหล่งซื้อสินค้าออนไลน์ ซึ่งจะทำให้เห็นแต่ข้อมูลโฆษณาเดิม ๆ ซ้ำ ๆ นอกจากจะเกิดความรำคาญยังทำให้ตนเองเห็นของยั่วยวนจิตใจตลอดเวลา และเพื่อเป็นการใช้งานสื่อสังคมออนไลน์ด้วยความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น ไม่ละเมิดความเป็นส่วนตัวของผู้อื่น และการเคารพในสิทธิอันเท่าเทียมกันของบุคคลในสังคม

          การใช้สื่อสังคมออนไลน์และการใช้อินเทอร์เน็ต ผู้ใช้ต้องระมัดระวังและรอบคอบมากยิ่งขึ้น ในการจัดการ ควบคุม กำกับตน รอยเท้าดิจิทัลมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ข้อดีคือเป็นพื้นที่เพื่อแสดงให้เห็นว่าเราเป็นใคร มีความคิดความชอบ แนวทางในการใช้ชีวิตแบบไหน นายจ้างอาจใช้เป็นข้อมูลในการประกอบการตัดสินใจ หรือถ้าเจอคนถูกใจก็เป็นพื้นที่ “ส่อง” ก่อนทำความรู้จักกันได้

ขอบคุณแหล่งที่มา : ฉัตรพงศ์ ชูแสงนิล

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here