8 เทรนด์ เทคโนโลยี สำหรับอุดมศึกษาปี 2564
8 เทรนด์ เทคโนโลยี สำหรับอุดมศึกษาปี 2564

8 เทรนด์ เทคโนโลยี สำหรับอุดมศึกษาปี 2564 ใกล้ก้าวสู่ปีใหม่ ปี 2021 กันแล้ว ผู้ที่ทำงานมหาวิทยาลัยน่าจะกำลังเตรียมแผนงานใหม่ๆที่จะขับเคลื่อนหน่วยงาน สาขาวิชา ภาควิชา คณะ วิทยาลัย สถาบันวิจัย รวมทั้งมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งด้วยใช่ไหมหละครับ?

วันนี้ เว็บไซต์ belovetech.com ขอนำเสนอแนวโน้มที่น่าสนใจของวงการอุดมศึกษาปี 2021 มานำเสนอให้ท่านที่ปฏิบัติหน้าที่อันสำคัญในทุกๆบทบาทในมหาวิทยาลัย เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับเหตุการณ์ใหม่ๆหรือเหตุการณ์ต่อเนื่องจากปรากฎการณ์ “Double Disruption” ที่มาจากการพลิกโฉมของเทคโนโลยีดิจิตอล และการระบาดของ Covid-19 โดยในวันนี้ขออ้างอิงผลการศึกษาจาก Guide 2 Research โดยเชื่อมโยงกับบริบทของมหาวิทยาลัยในประเทศไทยกัน เอาหละครับ หากทุกท่านพร้อมแล้วไปดูกัน!

1. การเพิ่มขึ้นของผู้เรียนกลุ่มใหม่ในมหาวิทยาลัย

การที่โครงสร้างประชากรมีการเกิดขึ้นลดลงอย่างต่อเนื่องและมีหลายประเทศเข้าสู่การเป็นสังคมสูงวัย ทำให้โฟกัสกลุ่มผู้เรียนช่วงอายุ 18 – 24 จำเป็นต้องเปลี่ยนไป ในอนาคตการจัดการศึกษาและพัฒนาศักยภาพของมนุษย์คงเน้นกลุ่มผู้เรียนใหม่ๆ ทั้งวัยแรงงาน วัยเกษียณ หรือแม้กระทั่งวัยก่อนเข้ามหาวิทยาลัย ช่วงอายุไม่ได้เป็นเงื่อนไขหรือคุณสมบัติสำคัญของผู้เรียนในมหาวิทยาลัยต่อไป อีกทั้งการที่ทั่วโลกส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต (Lifelong Learning) ยิ่งส่งเสริมให้แนวโน้มผู้เรียนกลุ่มใหม่เป็นสิ่งสำคัญที่มหาวิทยาลัยต้องเตรียมพร้อม

2. AI เข้ามามีบทบาทสนับสนุนการเรียนรู้มากยิ่งขึ้น

เทคโนโลยีเข้ามามีบทบาทสำคัญในการสร้างเสริมคุณภาพการศึกษามากขึ้น โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI : Artificial Intelligence) ที่จะเข้ามาสนับสนุนการเรียนรู้และเป็นผู้ช่วยสำคัญของผู้เรียนทุกช่วงวัยที่จะช่วงวิเคราะห์/ประมวลทักษะที่จำเป็นต้องพัฒนาเพิ่มเติม ในปี 2019 ผลการสำรวจของ (Pell, 2019) พบว่า มีเพียง 41% ของมหาวิทยาลัยที่สำรวจที่มีนโยบายด้าน AI ชัดเจน จึงเป็นที่น่าสนใจว่าในอนาคตมหาวิทยาลัยต่างๆควรให้ความสำคัญกับ AI ที่จะมาส่งเสริมศักยภาพทั้งในเชิงภารกิจหลักอย่างการสอนและวิจัย รวมถึงภารกิจสนับสนุนเช่นการบริหารจัดการด้านต่างๆ

3. VR เครื่องมือเสริมศักยภาพการสอนและการเรียนรู้

VR หรือ Virtual Reality เทคโนโลยีจำลองสภาพแวดล้อมจริงเข้าไปให้เสมือนจริง ที่เข้ามาในฐานะผู้พลิกเกมส์ในวงการอุดมศึกษา VR จะเข้ามาสนับสนุนการเรียนในห้องเรียนที่มีข้อจำกัดหลายๆอย่างให้มีประสิทธิภาพและให้ผู้เรียนเกิดประสบการณ์จากการจำลองสภาพแวดล้อม ที่มหาวิทยาลัย Arizona State ใช้ VR สนับสนุนการเรียนการสอนทางไกลในการปฏิบัติการทาง Lab ของหลักสูตรวิทยาศาสตร์เคมี (Paterson, 2018) นอกจากนี้ยังมีมหาวิทยาลัย University 0f Illinois และ San Jose State University

4. การเรียนการสอน Online เป็นที่คุ้นเคยและแพร่หลายขึ้น

การระบาดของ Covid-19 เป็นตัวเร่งสำคัญที่ทำให้การเรียนการสอนแบบ Online เป็นเรื่องปกติในสถานศึกษาทุกระดับ หลายแห่งผสมผสานรูปแบบการเรียนแบบปกติในรูปแบบ Hybrid Learning หรือ Blended Learning ความสะดวกในการจัดการสอน การลดข้อจำกัดด้านระยะทาางและสถานที่ทำให้ไม่ต้องสงสัยเลยว่า เพราะเหตุใด Online ยังคงแพร่หลายขึ้น ประกอบกับผู้เรียนในปี 2021 ประกอบด้วยกลุ่ม GenZ ที่มีลักษณะของ Digital Native ทำให้คุ้นเคยกับการเรียนแบบ Online ผลสำรวจของ (Parker & Igielnik, 2020) ระบุว่า 95% ของ GenZ เรียนออนไลน์ผ่าน Smart phone และ 97% ใช้อย่างน้อย 1 แพลตฟอร์มสำหรับการเรียนรู้ ซึ่งเป็นไปได้ว่าในอนาคตอาจเป็น 100%

แต่อย่างไรก็ตามแอดมินยังมองว่าประเด็นการเรียนออนไลน์ในประเทศที่กำลังพัฒนาทำให้เกิดความเสี่ยงด้านความเหลื่อมล้ำ (Educational inequality) ที่ขยายตัวมากยิ่งขึ้น เพราะจากข้อมูลของ กสศ. หรือกองทุนเพื่อความเสมอภาคทางการศึกษา (2020) ระบุว่า ในครอบครัวไทยที่ยากจนต้องแบกค่าใช้จ่ายทางการศึกษาของบุตรหลานคิดเป็นร้อยละ 22% ของรายได้ทั้งหมด

5. สร้างหลักสูตร ออกแบบวิชาใหม่เพื่อ ปิด Skill Gap

ในปี 2021 หลักสูตรการเรียนการสอนและรายวิชาต่างๆ จำเป้นต้องโฟกัสถึงทักษะในอนาคตของผู้เรียนเป็นสำคัญ การเตรียมผู้เรียนของมหาวิทยาลัยให้มีทักษะทำให้เกิดกระบวนการพัฒนาทักษะ รวมไปถึง Reskill และ Upskill ด้วย มหาวิทยาลัยควรปรับโฉมหน้าของหลักสูตรปริญญา โมดูล หรือรายวิชาเพื่อเตรียมทักษะมากกว่ามุ่งสอนรายวิชาแบบเดิมๆ เนื่องจากปัจจุบันการเข้ามาของเทคโนโลยีนวัตกรรม ทั้งหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ทำให้ช่องว่างทางทักษะ (Skill Gap) ขยายตัวกว้างยิ่งขึ้น ซึ่งเป็นหน้าที่ของมหาวิทยาลัยที่จะเข้ามาลดช่องว่างเหล่านี้ การลดความเสี่ยงของหลักสูตร/รายวิชาที่ล้าสมัยจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือ (Partnership) กับภาครัฐ ภาคธุรกิจอุตสาหกรรมที่จะเป็นผู้บอกถึงความต้องการ (Demand) ของตลาดโดยมหาวิทยาลัยควรมอบหมายหน่วยงานด้านพัฒนาอาชีพจากส่วนกลางด้วย (David & Bonder, 2016)

ที่น่าสนใจอีกประการหนึ่ง จากผลการศึกษาของ FYA (The Foundation for Young Australians, 2020) ได้ศึกษาข้อมูลตำแหน่งงานกว่า 2.7 ล้านตำแหน่งในออสเตรเลีย และจับกลุ่มจนเกิดเป็นคำว่า Job Cluster ขึ้นมา ซึ่งหมายถึงกลุ่มของตำแหน่งงานที่มีทักษะใกล้เคียงกัน ทำให้ข้ามสายไปมาหากันได้ง่าย โดยจัด Job Cluster ออกมาได้ 7 กลุ่ม ซึ่งเมื่อบุคคลหนึ่งเข้าโปรแกรมพัฒนา 1 โปรแกรมเช่นในระดับปริญญาตรี จะสามารถประกอบอาชีพโดยใช้ทักษะที่ได้จากโปรแกรมนั้นๆ ถึง 13 อาชีพโดยเฉลี่ยเลยทีเดียว!

6. MOOC ยังคงได้รับความนิยมเพิ่มขึ้น

การแข่งขันในตลาด MOOC ยังคงร้อนแรง ผู้เล่นหน้าใหม่ๆไม่ใช่เพียงแค่มหาวิทยาลัยเท่านั้นแต่รวมถึงองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน หรือแม้แต่บริษัทที่มีชื่อเสียงและมีนวัตกรรมมากพอสำหรับถ่ายทอด ทำให้เกิดการแย่งชิงกลุ่มผู้เรียนอย่างรุนแรง มหาวิทยาลัยอาจเสียเปรียบโดยเฉพาะผู้สอนอาจมีประสบการณ์ไม่มากเท่ากับบุคคลที่ทำงานจริงในองค์กรธุรกิจ ที่สอนได้มากกว่าทฤษฎี นั่นคือ “ประสบการณ์” โดยในปี 2019 พบว่ามี MOOC ทั่วโลกที่นำเสนอหลักสูตรมากกว่า 2,500 หลักสูตร ให้การรับรองแบบ Micro-credential กว่า 170 แล้วมีผู้ใช้งานทั่วโลกมากกว่า 100 ล้านคน ซึ่งยังไม่นับรวมในประเทศจีน (Shan, 2019)

7. การเปลี่ยนแปลงรูปแบบการหา”รายได้”ของมหาวิทยาลัย

รายได้เป็นเรื่องน่ากังวลของผู้บริหารและคนทำงานในมหาวิทยาลัย เนื่องจากไม่สามารถจัดเก็บรายได้หรือระดมทุนได้มากเท่าที่ผ่านมา การปรับลดงบประมาณลงอย่างต่อเนื่อง การระบาดของ Covid-19 มีผลต่อการระดมทุนและบริจาค ฉะนั้นการหารายได้รูปแบบใหม่ๆเป็นเรื่องที่ผู้บริหารต้องพิจารณาโดยด่วน เพื่อลดความเสี่ยงด้านเสถียรภาพทางการเงิน ตัวอย่างที่น่าสนใจได้แก่ที่ Northeastern University ประเทศสหรัฐอเมริกา จับพันธมิตรกับ David Roux เจ้าของกิจการเทคโนโลยี เปิดหลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษาและสถาบันวิจัย The Roux Institute ขึ้น โดยมีการให้ทุนการศึกษาแก่ผู้เรียนกว่า 100 ล้านเหรียญสหรัฐ เพื่อสนับสนุนทรัพยากรมนุษย์ที่มีความเชี่ยวชาญด้าน AI, Data science, Computer science เพื่อสร้างคนเก่งผู้ขับเคลื่อนเศรษฐกิจแห่งอนาคต

8. ความตระหนักในด้าน”สุขภาพจิต”ของผู้เรียน

ความเสี่ยงด้านสุขภาพจิต (Mental health) ถูกบรรจุอยู่ในความเสี่ยงระดับองค์กรและระดับคณะหลายแห่ง ดังที่สมาคมจิตวิทยาแห่งสหรัฐได้เคยสำรวจในปี 2018 แล้วพบว่ากว่า 35% ของนิสิตนักศึกษาชั้นปีแรกใน 8 ประเทศมีแนวโน้มเป็นโรคทางจิต เพราะการเปลี่ยนผ่านจากวัยเรียนในโรงเรียนสู่รั้วมหาวิทยาลัย ส่งผลให้นิสิตนักศึกษาต้องปรับตัวกับสภาพและสังคมใหม่ๆ อีกทั้งในช่วงที่การระบาดของ Covid-19 นี้ทำให้เกิดปัญหาสุขภาพจิตขึ้นอย่างมาก ความตระหนักดังกล่าวจึงเป็นเรื่องจำเป็นอย่างยิ่ง จะเห็นได้ว่าในมหาวิทยาลัยหลายแห่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบการป้องกันและแก้ไขสภาพวะทางจิตใจของนิสิตนักศึกษา เช่นที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมี “หน่วยส่งเสริมสุขภาวะนิสิต” ที่มหาวิทยาลัยมหิดลมี “คลินิกวัยทีน (Adolescent Clinic)” ที่ทำหน้าที่ดูแล ให้คำปรึกษา และให้การรักษานิสิตนักศึกษาที่มีความเสี่ยงและมีปัญหาสุขภาพจิต อย่างไรก็ตามจากประสบการณ์แอดมินเองที่เคยได้คุยกับหัวหน้าหน่วยงานเหล่านี้ ล้วนยังต้องการการสนับสนุนด้านงบประมาณและกำลังคนอยู่มาก เนื่องจากมีความต้องการของนิสิตนักศึกษาหรือผู้ใช้บริการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ และคงไม่อยากให้เคสนิสิตนักศึกษาที่เสียสุขภาพจิตจนกระทั่งเกิดการทำร้ายร่างกายตนเอง ผู้อื่น หรือแม้แต่การจบชีวิตของตนเองเกิดขึ้นเป็นแน่ การสนับสนุนงบประมาณและทรัพยากรจึงเป็นหนึ่งในแนวทางลดความเสี่ยงและแสดงถึงความตระหนักของมหาวิทยาลัยต่อประเด็นดังกล่าว

จากแนวโน้มทั้ง 8 ข้างต้น เรา…คนที่ทำงานในมหาวิทยาลัยคงต้องเตรียมพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป ทั้งจากภายในเองหรือภายนอกที่มีเหตุการณ์ Surprise เกิดขึ้นตลอดเวลา และหลังจากนี้…คงได้เห็น New model จากมหาวิทยาลัยทั่วโลกรวมทั้งในไทย ที่ปรากฏออกมาเพื่อสร้างคุณค่าและแข่งขันใน วงการอุดมศึกษา แห่งนี้

ขอบคุณข้อมูล : Facebook ERM Connect: บริหารความเสี่ยง

ทิ้งคำตอบไว้

Please enter your comment!
Please enter your name here